PDFMaker ไม่สามารถเรียกใช้งานได้ในโปรแกรม Microsoft Office (Acrobat 7.0, Acrobat 3D บน Windows)


PDFMaker เป็นเครื่องมือของ Adobe เพื่อใช้สำหรับการแปลงไฟล์ PDF จากโปรแกรม Microsoft Office ซึ่งจะมีการติดตั้งไปพร้อมกับโปรแกรม Adobe Acrobat Standard และ Adobe Acrobat Professional

ใน Windows กรณีที่ติดตั้งโปรแกรม Acrobat 7.0 จะติดตั้ง PDFMaker ที่รองรับโปรแกรม ดังต่อไปนี้
- Microsoft Access 2000, 2002, and 2003
- Microsoft Excel 2000, 2002, and 2003
- Microsoft Internet Explorer 6.0
- Microsoft Outlook 2000, 2002, and 2003
- Microsoft PowerPoint 2000, 2002, and 2003
- Microsoft Publisher 2002 and 2003
- Microsoft Project 2000, 2002, and 2003
- Microsoft Visio 2000, 2002, and 2003
- Microsoft Word 2000, 2002, and 2003

ใน Mac OS กรณีที่ติดตั้งโปรแกรม Acrobat 7.0 จะติดตั้ง PDFMaker ที่รองรับโปรแกรม ดังต่อไปนี้
- Microsoft Excel X (SR-1), 2004
- Microsoft PowerPoint X (SR-1), 2004
- Microsoft Word X (SR-1), 2004

ประเด็นปัญหา

ไม่พบ สัญลักษณ์ PDFMaker (Convert To Adobe PDF) และเมนู Acrobat จากโปรแกรม Microsoft Office 2003, XP หรือ 2000 (เช่นโปรแกรม Access, Excel, Word)

แนวทางในการแก้ไข
ปฎิบัติตามแนวทางใด แนวทางหนึ่งดังต่อไปนี้ เพื่อทำการแก้ไขปัญหาของ PDFMaker ที่ไม่สามารถใช้งานได้:

แนวทางที่ 1: ลบ Adobe PDF ออกจากรายการในหัวข้อ Disabled ในโปรแกรม Microsoft Office

1. เปิดโปรแกรม Microsoft Office (Word, Excel, Publisher, หรือ Excel)
2. ไปที่เมนู Help > About [ ชื่อโปรแกรม ]
3. คลิ๊กที่หัวข้อ Disabled
4. เลือก Adobe PDF จากในรายการ และคลิ๊ก Enable
5. ออกจากโปรแกรม Microsoft Office และจากนั้นเปิดโปรแกรม Microsoft Office กลับขึ้นมาใหม่

แนวทางที่ 2: เช็คให้แน่ใจว่าองค์ประกอบของ PDFMaker การติดตั้งไว้ครบถ้วนสมบูรณ์
1. เลือก Start > Run, พิมพ์คำว่า appwiz.cpl ในกรอบพิมพ์เท็กซ์ที่เปิดขึ้นมา, และจากนั้นคลิ๊ก OK เพื่อไปเปิด dialog box ของ Add Or Remove Programs
2. ไปที่ตำแหน่งของ Adobe Acrobat 7 และทำการคลิ๊กเลือก Adobe Acrobat 7 และคลิ๊ก Change/Remove.
3. เมื่อหน้าต่าง Wizard ปรากฏขึ้น ให้คลิ๊ก Next
4. เลือก Modify และคลิ๊ก Next อีกครั้ง
5.ทำการปรับเพื่อแยกดูรายละเอียดของ Create Adobe PDF และจากนั้นคลิ๊กบนลูกศรที่ชี้ลงด้านล่าง บนวัตถุ Acrobat PDFMaker
6. เลือก "This feature will be installed on the local hard drive," คลิ๊ก Next, และจากนั้นคลิ๊ก Update.

แนวทางที่ 3: ทำการเปิดให้สามารถใช้งาน PDFMakerOffficeAddin ในโปรแกรม Office

1. เปิดโปรแกรม Office
2. เลือก Help > About [โปรแกรม]
3. คลิ๊กที่หัวข้อ Disabled
4. เช็ค PDFMakerOfficeAddin ในรายการ

-- ถ้าเจอ PDFMakerOfficeAddin อยู่ในรายการ, ให้เลือกมัน และคลิ๊ก Enable. ปิด dialog boxes ทั้งหมด และออกจากโปรแกรม Microsoft Office และจากนั้นเปิดโปรแกรม Microsoft Office กลับขึ้นมาใหม่

-- ถ้าไม่เจอ PDFMakerOfficeAddin อยู่ในรายการ, ต้องไปเช็คดูให้แน่ใจว่ามีไฟล์ PDFMOfficeAddin.dll อยู่ใน folder Acrobat 7.0/PDFMaker/Office หรือไม่, ถ้าไม่พบไฟล์นี้, ให้ทำการติดตั้งโปรแกรม Acrobat ใหม่

แนวทางที่ 4: เปลี่ยนระดับ security ของ macros ในโปรแกรม Office
สำหรับการเพิ่มไฟล์แบบ COM add-in ไฟล์จะถูกโหลดไปที่ Windows, ในแถบ Trusted Publishers จำเป็นจะต้องมีรายการ Adobe Systems Inc. หรือข้อกำหนด security จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง
ในโปรแกรม Office 2000, XP, หรือ 2003:
1. จากเมนู Tools , เลือก Macro > Security.
2.คลิ๊กที่แถบ Trusted Publishers:
-- ถ้า Adobe Systems, Inc. มีอยู่ในรายการ, ไม่ต้องทำการเปลี่ยนแปลงอะไร
-- ถ้า Adobe Systems, Inc. ไม่มีอยู่ในรายการ, ให้เข้าสู่ขั้นตอนที่ 3.
3. เลือกกำหนดอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้:

-- ในแถบ Security, กำหนดระดับของ security เป็น Very High; ในแถบ Trusted Publishers, เลือก Trust All Installed Add-ins And Templates
-- ในแถบ Security, กำหนดระดับของ security เป็น High; ในแถบ Trusted Publishers, ยกเลิกการเลือก Trust All Installed Add-ins And Templates
4. ปิด dialog boxes ทั้งหมด, และออกจากโปรแกรม Microsoft Office และจากนั้นเปิดโปรแกรม Microsoft Office กลับขึ้นมาใหม่

แนวทางที่ 5: เพิ่มไฟล์ใน COM add-in เพื่อให้ Windows ทำการลงทะเบียน
1.ใน Windows Explorer, ไปที่ตำแหน่งไฟล์ COM add-in (PDFMOfficeAddin.dll) และทำการจดบันทึก path ที่ถูกต้อง, รวมถึงเคาะวรรคด้วย
2. เลือก Start > Run.
3. พิมพ์ regsvr32 ต่อด้วยเคาะวรรค, และจากนั้นพิมพ์ path ที่ได้จดบันทึกไว้ในขั้นตอนที่ 1, อยู่ภายในเครื่องหมายคำถามเปิด-ปิด. ดูจากตัวอย่าง:

regsvr32 "C:\Program Files\Adobe\Acrobat 7.0\PDFMaker\Office\pdfmofficeaddin.dll"

4. คลิ๊ก OK, และออกจากโปรแกรม Microsoft Office และจากนั้นเปิดโปรแกรม Microsoft Office กลับขึ้นมาใหม่


แนวทางที่ 6: เปิดการใช้งาน Detect And Repair โดยที่โปรแกรมต่างๆ ไม่ได้เปิดใช้งานอยู่
1. ออกจากโปรแกรมทุกโปรแกรม และปิด-เปิด Windows ใหม่
2. เปิดโปรแกรม Acrobat.
3. เลือก Help > Detect And Repair และปฎิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ
4. หลังจากการตรวจ และซ่อมเสร็จสมบูรณ์แล้ว, ปิด-เปิดคอมพิวเตอร์ใหม่

แนวทางที่ 7: ทำการลบ และติดตั้งโปรแกรม Acrobat ใหม่ ในโหมด Simplified

ไดเวอร์ของอุปกรณ์ และซอฟต์แวร์จะมีการโหลดอัตโนมัติด้วยระบบปฎิบัติการ Windows (ยกตัวอย่างเช่น, ยูทีลิตี้ของการรักษาหน้าจอ และการป้องกันไวร้ส) ทำให้เกิดปัญหากับการติดตั้งโปรแกรม Acrobat เพื่อตัดปัญหานี้ออกไป ให้ทำการติดตั้งโปรแกรม Acrobat ใหม่ โดยกำหนดให้ Windows อยู่ในโหมด Simplified เพราะในโหมด Simplified ไม่มีการติดตั้งไดเวอร์ของอุปกรณ์มาตรฐาน และกำหนดยกเลิกการเปิดซอฟต์แวร์ เมื่อเริ่มต้นเปิดระบบปฎิบัติการ

วิธีลบโปรแกรม Acrobat:
1. ย้ายไฟล์ส่วนตัวต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ออกจาก folder ของโปรแกรม Acrobat และใน folder ย่อยต่างๆ
2. เลือก Start > Settings > Control Panel, และ double-click ที่ Add Or Remove Programs
3. เลือก Adobe [ผลิตภัณฑ์ Acrobat], และคลิ๊ก Remove ให้ปฎิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ เพื่อทำการลบโปรแกรม
4. ทำการ Restart เครื่องคอมพิวเตอร์

วิธีติดตั้งโปรแกรม Acrobat ใหม่ ในโหมด Simplified:
1. ออกจากโปรแกรมต่างๆ ที่กำลังเปิดใช้งานอยู่
2. ใน Windows Explorer, ย้ายรูปสัญลักษณ์ และ shortcuts ทั้งหมด จาก folders ที่แสดงอยู่ด้านล่างนี้ ไปไว้ใน folder อื่นๆ

-- Documents and Settings/All Users/Start Menu/Programs/Startup
-- Documents and Settings/ [profile ของผู้ใช้] /Start Menu/Programs/Startup
3. ปิด-เปิด Windows
4. คลิ๊กขวา ที่ taskbar และเลือก Task Manager
5. คลิ๊กที่แถบ Applications
6. เลือกทุกโปรแกรม ที่กำลังเปิดใช้งานอยู่ และคลิ๊ก End Task
7. Double-click ที่ไฟล์ Setup.exe ที่อยู่ในแผ่น CD ติดตั้งโปรแกรม Acrobat และปฎิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ที่แสดงบนหน้าจอ จนติดตั้งโปรแกรมเสร็จสมบูรณ์
8. วิธีเปิดให้สามารถใช้งาน หัวข้อของการสั่งให้เริ่มต้นเปิดซอฟต์แวร์ หลังจากที่คุณติดตั้งโปรแกรมเสร็จแล้ว ให้ย้ายสัญลักษณ์ และ shortcuts ที่คุณย้ายไปไว้ที่อื่น ในขั้นตอนที่ 2 กลับมายัง folders Startup เดิม

แนวทางที่ 8: ทำการลบไฟล์ macros ออกจาก Word
1. เลือก Tools >Templates And Add-ins
2. เลือกหัวข้อที่ต้องการลบ และคลิ๊ก Remove.
3. ออกจากโปรแกรม Word และเปิดกลับขึ้นมาใหม่

หมายเหตุ: ถ้าสัญลักษณ์ Convert To PDF ยังไม่ปรากฏขึ้นมา, เลือก Tools >Templates And Add-ins และเช็คให้แน่ใจว่าไม่ปรากฏ micro อยู่ในหัวข้อของการลบ แต่ถ้าปรากฏ micro อยู่ในหัวข้อของการลบ ให้ทำการลย macro จาก Word หรือลบโปรแกรมที่ทำการติดตั้ง macro ไปที่ Word


แนวทางที่ 9: ทำการลบไฟล์อื่นๆ ใน COM add-in จาก Word
1. เปิดโปรแกรม Word
2. เลือกเมนู Tools > Customize
3. คลิ๊กที่แถบ Commands และเลือกเครื่องมือ (Tools) ในรายการ Categories
4. เลือก COM Add-ins และลากมันไปที่แถบเครื่องมือใน Word
5. คลิ๊กเมนู COM Add-ins ที่อยู่บนแถบเครื่อง Word
6. เลือก และลบไฟล์ add-ins ทั้งหมด ยกเว้น Web Page Wizard และ Microsoft Word Fonts Tool.
7. ออกจากโปรแกรม Word และเปิดกลับขึ้นมาใหม่

แนวทางที่ 10: ทำการซ่อม Access (เฉพาะโปรแกรม Access เท่านั้น)

ถ้าคุณทำการติดตั้งโปรแกรม Access 2000 หลังจากที่คุณได้ติดตั้งโปรแกรม Office XP หรือ Office 2003, คุณจำเป็นจะต้องทำการซ่อมโปรแกรม Office เพื่อให้ PDFMaker ปรากฏอยู่บนเมนู
1. เลือก Start > Settings > Control Panel > Add/Remove Programs (Windows 2000) หรือ Start > Control Panel > Add Or Remove Programs (Windows XP)
2. เลือก Microsoft Office, และคลิ๊ก Change
3. ใน dialog box ของ Setup, เลือก Reinstall (Office 2003) หรือ Repair (Office XP), และจากนั้นคลิ๊ก Next
4. เลือก Detect And Repair Errors In My Office Installation, และจากนั้นคลิ๊ก Install.

แนวทางที่ 11: ทำการปรับปรุงตัวเลิอกในแถบเครื่องมือ (เฉพาะโปรแกรม Access เท่านั้น)
1. เลือก View > Toolbars > Customize
2. ในแถบ Toolbars, เลือกที่ Utility 1 and Menu Bar options
3. คลิ๊ก Properties
4. เลือก Allow Showing/Hiding.

แนวทางที่ 12: ลบไฟล์เวอร์ชั่นเก่าของ PDFMaker ออกจากระบบ
1. เลือก Start > Search.
2. เลือก All Files and Folders
3. ในช่อง "All or part of the file name:" พิมพ์ PDFMaker.*
4. คลิ๊ก Search.

หมายเหตุ: ในการค้นหานี้อาจจะใช้เวลาหลายนาที ขึ้นอยู่กับความเร็วของระบบ

5. ทำการลบไฟล์ที่เป็นผลกับ PDFMaker ออกจากระบบ (ตัวอย่างเช่น, PDFMaker.DOT หรือ PDFMaker.XLA). ไม่ต้องทำการลบไฟล์เอกสารที่คุณได้สร้าง และที่มีชื่อ PDFMaker (ตัวอย่างเช่น, PDFMaker.doc หรือ PDFMaker.pdf).

แนวทางที่ 13: ลบ Microsoft Works
Adobe ได้มีการยืนยันว่าเป็นความจริง สำหรับโปรแกรม Microsoft Works มีความขัดแย้งกันกับ Microsoft Word หากเปิดขึ้นมาทำงานพร้อมกัน และ จะทำให้เกิดการขัดขวางทำให้ไม่ปรากฏเมนู Convert to Adobe PDF ใน Word

วิธีลบ Microsoft Works:
1 . เลือก Start > Run, พิมพ์ appwiz.cpl ในกรอบ Open, และจากนั้นคลิ๊ก OK เพื่อเปิด dialog box ของ Add Or Remove Programs
2. หา Microsoft Works และคลิ๊กเลือกมัน, และคลิ๊ก Change/Remove
3. เมื่อ Wizard ปรากฏขึ้นมา, คลิ๊ก Next
4. เลือก Remove, คลิ๊ก Next, และปฎิบัติตามขั้นตอนที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ

ความเป็นมาที่ควรรู้
Acrobat 7.0 จะติดตั้งไฟล์ COM add-in ไปที่ folder ของ Acrobat 7.0/PDFMaker/Office ไฟล์นี้จะเตรียมสัญลักษณ์ PDFMaker และคำสั่งในเมนู เพื่อใช้สำหรับโปรแกรม Word, Excel, PowerPoint, Access, Publisher และ Project ไฟล์ COM add-in มีจำเป็นอย่างมาก ที่จะต้องทำการเช็ค ภายในการลงทะเบียนของ Windows ก่อนที่มันจะปรากฏในโปรแกรม
สัญลักษณ์ PDFMaker ไม่ปรากฏในแถบเครื่องมือ ถ้าโปรแกรม Office เสีย และมีการปิดการใช้งานไฟล์ COM add-in

ไฟล์ COM add-in อื่นๆ และ macros อาจจะมีความขัดแย้งกับไฟล์ COM add-in สำหรับ PDFMaker และอาจจะขัดขวางไม่ให้สัญลักษณ์ Convert To PDF ปรากฏขึ้นในแถบเครื่องมือ
ในโปรแกรม Access, ถ้าแถบเครื่องมือ Utility1 ไม่เปิดให้มีการมองเห็นบนแถบเครื่องมือ, สัญลักษณ์ PDFMaker ก็จะไม่ปรากฏให้เห็น

 

www.PDFThai.com
ชุมชนสำหรับผู้ใช้ PDF ในประเทศไทย ติดต่อ Webmaster ที่ Email : webmaster@pdfthai.com
Fusion Technology Co., Ltd. Tel : 0-2559-2013-6

ปิดหน้าต่างนี้